ถูกเบี้ยวหนี้ ฟ้องผิดสัญญาเรียกเงินคืนต้องทำอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นการให้กู้ยืมเงิน ซื้อขายสินค้า ว่าจ้างทำของ หรือทำธุรกิจร่วมกัน หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงหรือไม่ยอมชำระเงิน หลายคนไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร บทความนี้สรุปแนวทางเบื้องต้นในการเรียกร้องสิทธิของคุณ
1. ก่อนฟ้อง ควรทำอะไรก่อน
แนะนำให้เริ่มจากการส่งหนังสือทวงถามหรือหนังสือบอกกล่าวไปยังคู่สัญญาก่อนเสมอ เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายชำระหนี้โดยไม่ต้องขึ้นศาลแล้ว ยังเป็นหลักฐานสำคัญแสดงว่าคุณได้ทวงถามแล้วแต่อีกฝ่ายเพิกเฉย ซึ่งมีผลต่อการคิดดอกเบี้ยผิดนัดด้วย
2. หลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียม
- สัญญาหรือหลักฐานการตกลง เช่น สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แชทไลน์ อีเมล ข้อความยืนยัน
- หลักฐานการชำระเงินหรือส่งมอบ เช่น สลิปโอนเงิน ใบเสร็จ ใบส่งของ
- หลักฐานว่าอีกฝ่ายผิดสัญญา เช่น ไม่ส่งมอบสินค้าตามกำหนด ไม่ชำระเงินตามงวด
- หนังสือทวงถามและหลักฐานการส่ง (ถ้ามี)
3. ฟ้องคดีที่ศาลไหน เลือกอย่างไร
คดีผิดสัญญาทางแพ่งทั่วไปสามารถฟ้องได้ที่ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น หากทุนทรัพย์ไม่สูงมาก อาจฟ้องได้ที่ศาลแขวงซึ่งมีกระบวนการที่รวดเร็วกว่า ทนายจะช่วยประเมินว่าคดีของคุณเหมาะกับศาลใด และควรฟ้องในรูปแบบใดจึงจะได้ผลดีที่สุด
การฟ้องคดีแพ่งมีค่าธรรมเนียมศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง และหากชนะคดี จำเลยมักต้องรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วนด้วย ทนายจะช่วยประเมินค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจฟ้องเสมอ
4. อายุความฟ้องคดีผิดสัญญา
อายุความของคดีผิดสัญญาแตกต่างกันไปตามประเภทของมูลหนี้ เช่น หนี้กู้ยืมเงินทั่วไปมีอายุความ 10 ปี แต่หนี้บางประเภท เช่น ค่าสินค้าหรือค่าบริการ อาจมีอายุความสั้นกว่านั้นมาก จึงควรรีบดำเนินการโดยเร็วเมื่อพบว่าถูกเบี้ยวหนี้ ไม่ควรปล่อยเวลาผ่านไปนานเกินไป
5. ชนะคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่จ่ายจะทำอย่างไร
หากศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ยังไม่ยอมชำระ ขั้นตอนถัดไปคือการสืบทรัพย์และบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการแยกต่างหากที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ "สืบทรัพย์บังคับคดี" ของเรา)
ถูกเบี้ยวหนี้หรือคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอยู่หรือไม่?
ปรึกษาเบื้องต้น พร้อมประเมินหลักฐานและแนวทางฟ้องร้องให้เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ
โทร 081 927 7010